10 ผู้ค้าระบบเวอร์ชวลไลเซชันที่น่าจับตาในปี 2010
Written by prasong    Sunday, 21 February 2010 22:26    PDF Print E-mail

ปี 2008 เป็นปีที่เหล่าผู้ค้าหันมาจับตลาดระบบเวอร์ชวลไลเซชันกันอย่างจริงจัง จากนั้นในปี 2009 ก็เป็นปีที่บริษัทของผู้ใช้เปลี่ยนจากการทดสอบไปเป็นการนำเอาระบบเวอร์ชวลไลเซชันมาใช้กับระบบจริงประมาณครึ่งหนึ่งของบริษัทเลยก็ว่าได้


แต่นักวิเคราะห์และผู้ค้าระบบเวอร์ชวลไลเซชันรายใหญ่ๆ กล่าวว่า แม้ว่าตัวเลขจริงอาจจะไม่ถึงครึ่งหนึ่งก็ตาม แต่น่าจะอยู่ในระดับหนึ่งในห้าหรือหนึ่งในสามอยู่ดี


Bob Quillin ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายการตลาดแผนกบริการ Ionix ของบริษัท อีเอ็มซี กล่าวว่า ผู้บริหารขององค์กรต่างๆ ที่เห็นศักยภาพของการทำเวอร์ชวลไลเซชันเซิร์ฟเวอร์ของตนเองในวงกว้าง ต่างหันมาเริ่มจับงานง่ายๆ ก่อน เช่น การเปลี่ยนเซิร์ฟเวอร์ในห้องทดลองที่ใช้ในการทดสอบและพัฒนาไปเป็นเวอร์ชวลแมชีน รวมเซิร์ฟเวอร์ระดับแผนกไปอยู่บนเวอร์ชวลแมชีน และทำการเวอร์ชวลไลเซชันเซิร์ฟเวอร์ที่ไม่สำคัญในศูนย์ข้อมูล เป็นต้น


เขากล่าวว่า “บริษัทต่างๆ ทำเวอร์ชวลไลเซชันประมาณร้อยละ 20 ถึง 30 จากนั้นก็เริ่มช้าลง หลังจากที่คุณทำเวอร์ชวลไลเซชันระบบทดสอบและพัฒนารวมทั้งแอพพลิเคชันระดับสองและสามไปแล้ว การทำเวอร์ชวลไลเซชันแอพพลิเคชันระดับหนึ่งจะมีความท้าทายกว่ามาก คุณจะต้องมีความมั่นใจว่าคุณสามารถจัดสรรบริการได้ในระดับเดิม มิฉะนั้นคุณจะเริ่มสูญเสียการควบคุมขณะที่แอพพลิเคชันต่างๆ ถูกแปลงเป็นระบบเวอร์ชวลไลเซชัน จากนั้นทีมระบบโครงสร้างพื้นฐานจำเป็นต้องรับมือกับอัตราการเปลี่ยนแปลงที่เพิ่มสูงขึ้น”


Quilin กล่าวว่า การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของแอพพลิเคชันชนิดใดชนิดหนึ่งจากเซิร์ฟเวอร์หรือเวอร์ชวลแมชีนชุดหนึ่งไปสู่อีกชุดหนึ่งนี้ ลูกค้าของเขาเคยพูดติดตลกว่าเป็น “อาการเมาวีโมชัน” เรื่องนี้ถือเป็นปัญหาระดับองค์กร เนื่องจาก “ข้อจำกัดในการมองเห็น” ที่ปกติแอพพลิเคชันบริหารสามารถเฝ้าดูกิจกรรมอย่างละเอียดที่เกิดขึ้นในเซิร์ฟเวอร์จริงได้ แต่ดูกิจกรรมของเวอร์ชวลแมชีนไม่ได้ ผู้ค้าอย่าง Ionix และ VMware กำลังปรับปรุงซอฟต์แวร์เซอร์วิสและระบบบริหารของตนเพื่อแก้ปัญหาเรื่องนี้อยู่


Mark Bowker ผู้เชี่ยวชาญเรื่องระบบเวอร์ชวลไลเซชันของบริษัท Enterprise Strategy Group กล่าวว่า “ผู้ค้ารายใดก็ตามที่สามารถอุดช่องโหว่ที่ผู้ค้ารายใหญ่ทำไม่ได้ เช่น การช่วยให้ผู้ดูแลระบบเวอร์ชวลไลเซชันจัดสรรและควบคุมระบบโครงสร้างพื้นฐานของตนได้ดีขึ้นต้องถือว่าเป็นผู้ค้าที่น่าสนใจ องค์ประกอบที่ขาดหายไปก็คือความสามารถในการปรับแต่งประสิทธิภาพของเซิร์ฟเวอร์จริงและเวอร์ชวลที่มีอยู่ทั้งหมดนั่นเอง”


Bowker กล่าวว่า ข่าวดีก็คือ ผู้ค้ารายเล็กๆ ยังคงเพิ่มความสามารถในการบริหารระบบโครงสร้างพื้นฐานเวอร์ชวลต่อไปอย่างต่อเนื่อง ส่วนเหล่าลูกค้าก็ยังคงต้องการเครื่องมือบริหารต่อไป เหมือนในรายงาน 10 ผู้ค้าระบบเวอร์ชวลไลเซชันที่น่าจับตาในปี 2008 และ 2009 ดังนั้นนอกเหนือจากวีเอ็มแวร์, ไมโครซอฟท์ และซีทริกซ์ ผู้ค้าเครื่องมือทำเวอร์ชวลไลเซชันที่น่าจับตามองประจำปี 2010 ประกอบด้วย


VKernel

ในมุมมองของผู้ค้ารายใหญ่แล้ว การสัญญากับลูกค้าว่าพวกเขาสามารถสั่งงานเวอร์ชวลแมชีนได้มากขึ้นบนเซิร์ฟเวอร์ที่มีจำนวนน้อยลง และช่วยประหยัดเงินได้อย่างมาก ถ้าหากเปลี่ยนมาใช้เครื่องมือของผู้ค้ารายนี้ถือเป็นการโฆษณาที่เสี่ยงมากเมื่อพูดถึงเทคโนโลยีล่าสุด ถ้าหากพูดถึงเครื่องมือวิเคราะห์ความจุแล้ว เครื่องมือประเภทนี้เอาไว้ใช้สำรวจเซิร์ฟเวอร์และทรัพยากรประมวลผลที่คุณมีอยู่ จากนั้นคำนวณดูว่ามีแอพพลิเคชันตามขนาดที่กำหนดสามารถทำงานในนี้ได้มากน้อยเพียงใด เครื่องมือแบบนี้ไม่ใช่แนวคิดที่แปลกใหม่แต่อย่างใด คุณสามารถดาวน์โหลดเครื่องมือแบบนี้ไปใช้ได้ฟรี ถ้าหากคุณต้องการวัดประสิทธิภาพของโน้ตบุ๊กที่มีอยู่เท่านั้น


อย่างไรก็ตามถ้าหากพูดถึงในโลกเวอร์ชวลแล้ว การบริหารความจุถือเป็นศาสตร์ลึกลับอยู่ ไม่ใช่เป็นเพราะมีผู้ค้าคิดถึงเรื่องนี้ไม่มาก แต่เป็นเพราะมีผู้ค้าเพียงไม่กี่รายที่สร้างเครื่องมือเพื่อคอยเฝ้าดูเซิร์ฟเวอร์จริงและเวอร์ชวลว่าฝั่งไหนที่ทำงานหนักมากเกินไป ผลิตภัณฑ์ของ VKernel ทำงานได้ทั้งกับวีเอ็มแวร์ และ Hyper-V ของไมโครซอฟท์


Chris Wolf นักวิเคราะห์ของบริษัท เดอะ เบอร์ตันกรุ๊ป กล่าวว่า ถ้าหากไม่มีการวางแผนเรื่องความจุอย่างละเอียดโดยอาศัยข้อมูลจริง การทำเวอร์ชวลไลเซชันระบบงานจริงในวงกว้างจะเป็นเรื่องที่ไม่สมควรกระทำอย่างยิ่ง


Hyper 9

Hyper 9 ให้สัญญาแบบกว้างๆ เอาไว้ว่าจะช่วยลูกค้า “บริหารระบบเวอร์ชวลไลเซชันได้ดีขึ้น เพื่อสนองตอบต่อเงื่อนไขทางธุรกิจที่ซับซ้อนมากกว่าเดิม” ถ้าหากมองรายละเอียดแล้ว คุณประโยชน์ก็จะเห็นได้ชัดเจนมากขึ้น


เครื่องมือที่ชื่อ Virtual Environment Optimization ของ Hyper 9 คอยติดตามปริมาณงานและเวอร์ชวลแมชชีน แยกหมวดหมู่ตามภูมิภาค แผนกธุรกิจ และเงื่อนไขอื่นๆ ได้ จากนั้นทำรายงานทั้งเรื่องของระดับประสิทธิภาพและอัตาการใช้ประโยชน์ทรัพยากรออกมา หรือพูดอีกแง่หนึ่งก็คือเครื่องมือนี้จะคอยจับตาว่าใครใช้ประสิทธิภาพในการประมวลผลไปมากน้อยเพียงใด และคอยเฝ้าดูปัญหาเรื่องประสิทธิภาพของทรัพยากรจริงและเวอร์ชวล เพื่อช่วยให้การแก้ปัญหาทำได้ง่ายขึ้น Bowker กล่าวว่า คุณจะปรับแต่งอะไรไม่ได้ ถ้าหากคุณไม่เห็นสิ่งนั้นเสียก่อน


DynamicOps

DynamicOps ฉีกแนวทางจากผู้ค้าระบบบริหารการทำเวอร์ชวลไลเซชันรายอื่นๆ โดยการดูแลระบบโครงสร้างพื้นฐานทั้งเซิร์ฟเวอร์และพีซี รวมทั้งแพลตฟอร์มเวอร์ชวลแมชีนด้วย ผู้ค้ารายนี้เป็นหนึ่งในไม่กี่บริษัทในตลาดที่เปิดตัวมาจากบริษัทธรรมดาทั่วไปที่ชอบแอพพลิเคชันบริหารที่ตนเองพัฒนาขึ้นมาอย่างมากจนผู้บริหารตัดสินใจที่จะนำออกมาจำหน่ายในตลาดเสียเอง


เทคโนโลยีของ Dynamic Ops มีต้นกำเนิดมาจากบริษัท Credit Suisse ในรูปของกลไกผ่านเว็บที่ยอมให้แผนกธุรกิจจัดสรรทรัพยากรเวอร์ชวลของตนเอง แถมยังตั้งข้อกำหนดว่าจะขอทรัพยากรมากน้อยเพียงใด และเงื่อนไขหมดอายุการขอใช้ทรัพยากรได้ด้วย การที่เวิร์กโฟลซึ่งอยู่เบื้องหลังประตูท่าไม่ได้ผูกติดกับผู้ค้ารายใดรายหนึ่ง ดังนั้นเราจึงสามารถดัดแปลงให้ครอบคลุมการทำงานของเวอร์ชวลแมชีนพีซีและเซิร์ฟเวอร์ได้


เครื่องมือที่ Dynamic Ops พัฒนาออกมาจำหน่ายจริงให้สัญญาว่าจะช่วยให้ติดตั้งใช้งานเวอร์ชวลแมชีนทำได้เร็วขึ้น และแผนกไอทีสามารถควบคุมได้มากขึ้นด้วย นั่นก็คือความสามารถในการสร้างอิมเมจมาตรฐานและการกำหนดข้อจำกัดการเข้าถึงระบบ รวมทั้งติดตามตัวแปรและพฤติกรรมของเวอร์ชวลแมชีนแต่ละชุดตลอดชีวิตการใช้งานอีกด้วย


Embotics

Embotics เน้นไปที่การจำกัดไม่ให้ขยายการใช้เวอร์ชวลแมชีนในบริษัทอย่างกว้างขวางเกินไป ซึ่งเป็นเรื่องที่สร้างความปวดหัวแก่ผู้ดูแลระบบเวอร์ชวลไลเซชันจำนวนมากอยู่ในตอนนี้ เนื่องจากถ้าหากมีเวอร์ชวลแมชีนมากเกินไป ก็จะทำให้เวอร์ชวลเซิร์ฟเวอร์ไม่อาจช่วยประหยัดเวลาและทรัพยากรได้เหมือนตอนแรกอีกต่อไป


เครื่องมือที่ชื่อ V-Commander ของ Embotics จะทำการสแกนและค้นหาทรัพยากรต่างๆที่มีอยู่จริง จากนั้นผู้ดูแลระบบเครือข่ายสามารถนำข้อมูลนี้ไปใช้งานได้ และยอมให้ผู้ใช้สร้างนโยบายที่ทำให้การจัดสรรทรัพยากรกลายเป็นเรื่องที่ต้องทำการแก้ไขอย่างต่อเนื่องตลอดอายุการใช้งาน ไม่ใช่เรื่องที่ทำครั้งเดียวจบอีกต่อไป


เครื่องมือนี้ถูกออกแบบมาให้คอยเฝ้าดูเวอร์ชวลแมชีนจัดหมวดหมู่ตามนโยบายที่ต่างกัน จากนั้นทำการรวมหรือรีไซเคิลเวอร์ชวลแมชีนโดยอัตโนมัติ เครื่องมือนี้ทำงานได้กับเวอร์ชวลแมชีนของ VMware, ไมโครซอฟท์ และ Citrix แถมยังส่งข้อมูลไปยังเครื่องมือบริหารระบบของผู้ค้ารายอื่นๆเพื่อจำกัดการขยายตัวของคอนโซลบริหารรวมทั้งเวอร์ชวลแมชีนได้ด้วย


HyTrust

เครื่องมือที่ชื่อ HyTrust Appliance ของ HyTrust ได้รับรางวัล Best of Show และ Gold Award ในหัวข้อระบบรักษาความปลอดภัยและการทำเวอร์ชวลไลเซชัน ในงาน VMworld 2009 เครื่องมือนี้ถูกออกแบบมาให้มีการสร้างจุดควบคุมเพียงจุดเดียวสำหรับระบบโครงสร้างพื้นฐานเวอร์ชวลทุกชนิด อาทิเช่นการเข้าถึงระบบ การบริหารที่อิงกับนโยบาย ระบบรักษาความปลอดภัย และการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์เป็นต้น


การที่ความสามารถกำหนดนโยบายบริหารอยู่ในรูปของออปเจ็กต์ ดังนั้นนโยบายของ HyTrust จึงสามารถผสานการทำงานกับโครงสร้างระบบบริหารเครือข่ายและระบบจัดเก็บข้อมูลที่มีอยู่เดิมได้ โดยใช้โพรโตคอลมาตรฐาน นอกจากนั้น HyTrust ยังมีความสามารถในการเพิ่มการควบคุมทีละน้อยได้ อาทิเช่นการควบคุมสิทธิเข้าถึงระบบของผู้ใช้ ประสิทธิภาพของแอพพลิเคชัน และไอพีแอดเดรสที่ใช้เป็นต้น รวมทั้งยังตรวจสอบอย่างละเอียดได้ว่าออปเจ็กต์เหล่านี้ถูกนำไปใช้อะไรบ้าง


Haff แห่งบริษัท Illuminate กล่าวว่า “ระบบบริหารก็คือองค์ประกอบใหญ่ที่ขาดหายไป ในขณะที่การปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ก็กำลังจะกลายเป็นปัญหาใหญ่ด้วยเช่นกัน”


Catbird

Catbird จัดเป็นคู่แข่งโดยตรงของ HyTrust ผู้ค้ารายนี้ก็ได้รางวัลในงาน VMworld เช่นกัน เกี่ยวกับแอพพลิเคชันระบบรักษาความปลอดภัยเวอร์ชวลแมชีนซึ่งครอบคลุมตั้งแต่การปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ไปจนถึงการควบคุมการเข้าถึงเครือข่าย การประเมินระบบรักษาความปลอดภัย และการเชื่อมโยงระบบประมวลผล cloud อย่างปลอดภัยเป็นต้น


คุณสมบัติต่างๆเหล่านี้มีอยู่ในเอเจนต์ระบบรักษาความปลอดภัยที่เป็นซอฟต์แวร์ชื่อ Catbird V-Agent ซึ่งสามารถทำงานเป็นเวอร์ชวลแมชชีนหรือทำงานบนเวอร์ชวลแมชชีนก็ได้ คอยเฝ้าดูกิจกรรมของเวอร์ชวลแมชีนคอยเฝ้าดูการสื่อสารระหว่างเวอร์ชวลแมชีนกับโฮสต์ และส่งสตรีมข้อมูลไปยังประตูท่าควบคุมที่ศูนย์กลาง เพื่อที่ข้อมูลจะได้ไม่สูญหายเมื่อเวอร์ชวลแมชีนหรือเอเจนต์หยุดทำงานขึ้นมา Catbird อ้างว่ารูปแบบดังกล่าวเป็นการเพิ่มความคล่องตัวให้แก่ระบบ และช่วยให้เครือข่ายของเอเจนต์ขยายหรือหดได้อย่างกลมกลืน เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นกับระบบโครงสร้างพื้นฐานเวอร์ชวลแมชีน


Netuitive

Netuitive เน้นไปที่การช่วยให้การบริหารประสิทธิภาพทำได้ง่ายขึ้น โดยทำให้ขั้นตอนการกำหนดระดับพื้นฐานและขีดจำกัดของประสิทธิภาพเป็นงานอัตโนมัติ ซึ่งจะทำให้ผู้จัดการระบบเครือข่ายไม่จำเป็นต้องจัดการกับปัญหาสัญญาณเตือนผิดๆเกี่ยวกับระบบเครือข่ายทั้งวันอีกต่อไป องค์ประกอบพื้นฐานที่ใช้สร้างขั้นตอนอัตโนมัติขึ้นมาก็คือกลไกการวิเคราะห์ที่ชื่อว่า Netuitive Service Analyzer ซึ่งจะคอยเฝ้าดูพฤติกรรมของเซิร์ฟเวอร์จริงและเวอร์ชวล เพื่อสร้างชุดข้อมูลระดับพื้นฐานที่เป็นตัวกำหนด “สภาพปกติ” ขึ้นมา


เมื่อมีการกำหนด “สภาพปกติ” ขึ้นมาแล้ว Netuitive จะคอยตีความและวิเคราะห์สัญญาณเตือนต่างๆ โดยจะส่งคำเตือนไปให้ผู้ดูแลระบบเฉพาะเมื่อระดับ “สภาพปกติ” (แทนที่จะเป็นระดับประสิทธิภาพสูงสุด) ต่ำกว่าที่ควร Wolf แห่งบริษัท Burton Group กล่าวว่า คุณสมบัติดังกล่าวยังคงเป็นปมเด่นของ Netuitive ต่อไป แต่ผู้ค้าเครื่องมือบริหารระบบรายใหญ่ๆก็หันมาเพิ่มคุณสมบัติดูแลเซิร์ฟเวอร์จริงและเวอร์ชวลลงไปในผลิตภัณฑ์ของตนเองเช่นกัน ซึ่งทำให้ตลาดแบบนี้มีการแข่งขันกันอย่างดุเดือดมากขึ้นกว่าเดิม


Liquidware Labs

แม้ว่าการทำเวอร์ชวลไลเซชันพีซีมีความเร้าใจน้อยกว่าและมีปัญหามากกว่า เนื่องจากสามารถทำเวอร์ชวลแมชชีนได้มากกว่านั่นเอง แต่แนวคิดนี้ก็เริ่มได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นเช่นกัน Andi Mann นักวิเคราะห์ของบริษัท Enterprise Management Associates กล่าวว่าการที่จะทำให้เครื่องมือประเภทนี้ถูกนำไปใช้งานอย่างแพร่หลาย ขึ้นอยู่กับการที่ผู้ค้าระบบเวอร์ชวลไลเซชันในพีซีสามารถจำลองสภาพประสิทธิภาพและคุณสมบัติต่างๆของพีซีแบบมาตรฐานได้ดีเพียงใดเสียก่อน


เครื่องมือที่ชื่อ Profile Unity ของ Liquidware Labs ถูกออกแบบมาให้ทำแบบนั้นได้ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ใช้แต่ละคนสร้างและจัดเก็บประวัติการตั้งค่าตัวแปร และเอกสารลงไปในเซิร์ฟเวอร์ได้ เพื่อที่พวกเขาเหมือนกับสามารถใช้ “พีซี” เครื่องเดิมทุกครั้งที่ล็อกอินเข้าไปใน virtual desktop infrastructure (VDI) ของบริษัท


นอกจากนั้นระบบบริหารประวัติยังคอยเฝ้าดูกิจกรรมของเวอร์ชวลพีซี เพื่อทำรายงานการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ ระบบรักษาความปลอดภัย และการเฝ้าดูระดับของการให้บริการขึ้นมาด้วย แถม Liquidware ยังมีระบบประเมินความจุของพีซีที่มีอยู่ในปัจจุบัน เพื่อที่จะช่วยให้คุณพบว่าพีซีเครื่องใดที่เหมาะกับ XenDesktop หรือ VMware View บ้าง และพีซีเครื่องใดที่ทำเวอร์ชวลไลเซชันไม่ได้เป็นต้น


AppSense

AppSense เป็นคู่แข่งโดยตรงของ Liquidware Labs ซึ่งเน้นไปที่เรื่องประวัติผู้ใช้ การอ้างอิงไปยังระบบจัดเก็บข้อมูลตัวแปร และระบบบริหาร สำหรับใช้เป็นวิธีเพื่อช่วยให้ผู้ใช้ใช้เวอร์ชวลพีซีในรูปแบบที่เป็น “ส่วนตัว” อย่างแท้จริง ผู้ค้าทั้งสองรายต่างให้สัญญาว่าจะจัดสรรทรัพยากรได้เร็วขึ้น และสอดคล้องกันมากขึ้น แถมยังปรับแต่งได้ดีขึ้นกว่าเดิมอีกด้วย


AppSense เน้นไปที่สภาพแวดล้อมของผู้ใช้และการตอบสนองมากกว่า โดยมีการจัดเก็บข้อมูลของผู้ใช้ในจุดที่สามารถเรียกใช้ได้เร็วที่สุด เพื่อลดเวลาในการล็อกอิน แถมยังให้สัญญาว่าผู้ใช้ไม่เพียงแต่จัดเก็บเอกสารเอาไว้ในเซิร์ฟเวอร์ได้เท่านั้น แต่ในช่วงปลายปีนี้ ผู้ใช้ยังจะเก็บแอพพลิเคชันเอาไว้ในเซิร์ฟเวอร์ได้ด้วย


Wolf กล่าวว่า “AppSense เป็นผู้ค้าที่โผล่มาถูกที่และถูกเวลา พวกเขาจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการพัฒนามาเป็นอย่างดีโดยเน้นไปที่การทำให้ตัวแปรส่วนตัวของผู้ใช้ทำงานได้อย่างสอดคล้องกัน ไม่ว่าจะใช้กลไกจัดสรรทรัพยากรแบบใดก็ตาม อาทิเช่นพีซีจริง เวอร์ชวลพีซี และเซสชัน XenApp เป็นต้น AppSense มีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับ Citrix และผมคงไม่แปลกใจว่าในที่สุด Citrix จะซื้อกิจการของ AppSense ไป”


RingCube

ผู้ค้าอีกรายที่มีสิทธิแจ้งเกิดอย่างเต็มตัวในตลาดระบบทำเวอร์ชวลไลเซชันพีซีก็คือ RingCube โดยมีผลิตภัณฑ์อย่าง vDesk Virtual Desktop Solution และ RingCube Workspace Virtualization Engine ที่ Wolf เรียกว่า เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับการทำเวอร์ชวลไลเซชันพีซีแบบเก่า


เขากล่าวว่า “เทคโนโลยีของ RingCube เกื้อหนุนกับ VMware และ Citrix ซึ่งเหมาะจะเข้ามาช่วยเสริมแผนงานที่มีอยู่ในปัจจุบันหรือเหมาะสำหรับองค์กรที่ต้องการแก้ปัญหาเร่งด่วนในปัจจุบัน ขณะที่รอผลิตภัณฑ์ที่สมบูรณ์แบบและมีราคาถูกกว่าจาก VMware และ Citrix”

 

 

Add comment


Security code
Refresh