|
มาดูกันว่าหลังจากระบบไอทีที่เปลี่ยนถ่ายสู่คลาวด์นั้นจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง
ก่อนช่วงปีใหม่ ผมมีโอกาสคุยกับเพื่อนชื่อ Bill Takacs ซึ่งทำงานอยู่ที่บริษัท Gear6 บริษัทแห่งนี้จำหน่วยอุปกรณ์ memcache ซึ่งใช้กับแอพพลิเคชันที่มีข้อมูลปริมาณสูงมาก จนไม่อาจใช้ฐานข้อมูลเป็นช่องทางหลักในการเข้าถึงข้อมูลได้ เขาพูดถึงกลุ่มบริษัทที่หันมาใช้อุปกรณ์ memcache นี้ จนผมเกิดมุมมองใหม่ว่าอนาคตการทำงานของระบบประมวลผลคลลาวด์ควรมีหน้าตาอย่างไรกันแน่
เพื่อนของผมกล่าวว่าเขาเห็นบริษัทจำนวนมากนำเอาแอพพลิเคชันที่ดูเหมือนเป็นเว็บแอพพลิเคชันแบบมาตรฐานมาใช้งานรวมกัน แต่ที่จริงมันเป็นอะไรที่ซับซ้อนมากกว่านั้น แอพพลิเคชันของบริษัทเหล่านี้ไม่ได้สร้างเว็บเพจขึ้นมาเพื่อเข้าถึงแหล่งข้อมูล จากนั้นแสดงผลเพจที่ต้องการ แต่แอพพลิเคชันเหล่านี้สามารถสร้างเว็บเพจขึ้นมาได้อย่างรวดเร็วจากการใช้แอพพลิเคชันขนาดเล็ก (widgets) ที่ต่างกันจำนวนมาก ที่ผู้ใช้แต่ละคนสร้างขึ้นมาเองโดยอิงกับประวัติของผู้ใช้ การติดต่อ และรูปแบบพื้นฐานของการใช้งาน แต่กลับไม่ได้คำนึงถึงการวิเคราะห์การติดต่อระหว่างผู้ใช้โดยรวมแต่อย่างใด ในขณะที่ widget เหล่านี้ส่วนใหญ่ก็คือแอพพลิเคชัน mencache ที่สิ้นเปลืองทรัพยากรอย่างมาก
หรือพูดอีกแง่หนึ่งก็คือ เว็บเพจถูกสร้างมาจากแอพพลิเคชันจำนวนมาก ซึ่งบางส่วนถูกนำมารวมกันเพื่อสร้างเว็บเพจเพียงเพจเดียว Bill ใช้คำว่า “การผสมแอพพลิเคชัน” เพื่อนิยามแอพพลิเคชันที่สร้างขึ้นมาได้อย่างรวดเร็วเหล่านี้ คุณคงมองภาพออกว่าการสร้างและใช้งานแอพพลิเคชันเหล่านี้เป็นเรื่องที่มีความซับซ้อนอย่างมาก แต่แนวทางแบบนี้กำลังกลายเป็นแอพพลิเคชันสำหรับองค์กรส่วนใหญ่ในอนาคตไปแล้ว
ข้อมูลมหาศาลก็คืออนาคต
เรื่องหนึ่งที่เรามีการพูดถึงเกี่ยวกับระบบประมวลผลคลาวด์ก็คือข้อมูลกำลังมีปริมาณเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ผลการศึกษาของไอดีซีเมื่อปีก่อนเกี่ยวกับความต้องการใช้ระบบจัดเก็บข้อมูลระดับองค์กรพบว่าในช่วง 5 ปีข้างหน้าข้อมูลที่มีโครงสร้าง (ข้อมูลที่ประกอบด้วยแถวและคอลัมน์แบบเก่าในฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์) จะเพิ่มในอัตราร้อยละ 20 ขึ้นไปในช่วง 5 ปีข้างหน้า อย่างไรก็ตามข้อมูลที่ไม่มีโครงสร้างจะเพิ่มขึ้นที่อัตราสะสมร้อยละ 60 ในช่วงเวลาเดียวกัน ผลที่ตามมาก็คือความต้องการระบบจัดเก็บข้อมูลที่มีโครงสร้างจะเพิ่มขึ้นสองเท่า ในขณะที่ความต้องการระบบจัดเก็บข้อมูลแบบไม่มีโครงสร้างจะเพิ่มขึ้น 7 เท่า หรือพูดอีกแง่หนึ่งแอพพลิเคชันก็จะมีปริมาณเพิ่มมากขึ้นเช่นกัน ถ้าหากมองภาพรวมแล้ว เมื่อพูดถึงแนวทางแบบเก่า ความผันแปรของปริมาณงานจะขึ้นอยู่กับการจัดการกับแอพพลิเคชันขนาดเล็กในเซิร์ฟเวอร์เพียงเครื่องเดียวที่ไม่ได้ใช้ความจุอย่างเต็มที่ งานนี้ถือเป็นงานที่ยาก เนื่องจากความต้องการใช้ทรัพยากรมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก จากนั้นเรามาถึงจุดที่ความผันแปรของปริมาณงานส่งผลให้จำเป็นต้องเพิ่ม (หรือลบ) เวอร์ชวลแมชีนอย่างต่อเนื่อง ยิ่งกว่านี้ความผันแปรของปริมาณงานจะกลายเป็นเรื่องปกติไปในอนาคต ดังนั้นความสามารถในการตอบสนองต่อปริมาณงานของแอพพลิเคชันที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องโดยการแก้ไขโทโพโลยีของแอพพลิเคชันอย่างรวดเร็วจะกลายเป็นทักษะพื้นฐานของแผนกไอทีไปในที่สุด สิ่งที่ต้องย้ำสำหรับประเด็นนี้ก็คือ ความต้องการของปริมาณงานที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องนี้จะแซงหน้าแนวทางมาตรฐานของแผนกไอทีส่วนใหญ่ จากเดิมที่มีสภาพแวดล้อมแอพพลิเคชันที่มีเสถียรภาพและมีการแกไขโทโพโลยีนานๆ ครั้ง กลายเป็นการที่ผู้ดูแลระบบต้องเข้ามาแก้ไขเรื่องเหล่านี้เองเป็นประจำ
เราอาจจะพูดอีกแบบหนึ่งได้ก็คือ เมื่อปริมาณงานเพิ่ม ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานของปริมาณงานเฉลี่ยของแอพพลิเคชันที่เกี่ยวข้องกับการจัดสรรทรัพยากรพื้นฐานก็จะเพิ่มสูงขึ้นด้วยเช่นกัน สมมติว่ามีร้านอาหารแห่งหนึ่งเจอกับปริมาณลูกค้าเพิ่มขึ้นในระยะสั้นร้อยละ 10 ร้านแห่งนี้ก็มักจะใช้วิธีสั่งอาหารเพิ่มมากขึ้นอีกเล็กน้อยจากร้านค้าใกล้เคียง แต่ถ้าหากเมื่อเครือข่ายร้านอาหารอย่างแมคโดนัลด์เจอกับความต้องการของลูกค้าที่เพิ่มสูงขึ้นในระยะสั้น เรื่องนี้จะส่งผลกระทบต่อซัพพลายเชนของแมคโดนัลด์ในวงกว้าง ดังนั้นถ้าหากมองโดยภาพรวมแล้ว เราไม่อาจแก้ปัญหาปริมาณงานที่เพิ่มสูงขึ้นได้โดยการเพิ่มหน่วยความจำลงไปในเครื่องหรือเพิ่มเซิร์ฟเวอร์ลงไปในแร็กแต่อย่างใด เราอาจจะเริ่มต้องเพิ่มเซิร์ฟเวอร์อีกหลายสิบหรือหลายร้อยเครื่องและเพิ่มระบบจัดเก็บข้อมูลอีกหลายเทระไบต์ และเมื่อความต้องการเปลี่ยนไปอยู่อีกด้านหนึ่งของค่าเฉลี่ย เราก็จะมีเซิร์ฟเวอร์และระบบจัดเก็บข้อมูลเหลือใช้เป็นจำนวนมาก
เปลี่ยนแปลงผันแปรหรืออยู่ภายใต้การควบคุม
ระบบประมวลผลคลาวด์ถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาแนวทางที่ผมพูดถึงพอดี รายงานเรื่องระบบประมวลผลคลาวด์ของ UC Berkeley RAP Lab ระบุว่า “ภาพลวงตาเรื่องของการขยายระบบที่ทำได้ไม่มีขีดจำกัด” และ “การไม่ต้องให้คำมั่นสัญญาระยะยาว” ก็คือคุณค่าหลักของระบบประมวลผลคลาวด์ซึ่งใช้แก้ปัญหาความท้าทายที่เราพูดถึงไปก่อนหน้านี้ อย่างไรก็ตาม การนำเอาคุณค่าดังกล่าวไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ใช่แค่คำพูดลอยๆ จะเป็นเรื่องที่แตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง
หนึ่งในคุณค่าที่เหล่าผู้ค้าจำนวนมากพูดถึงระบบบริหารคลาวด์ของตนเองก็คือ “ระบบควบคุมแบบครบวงจร” พวกเขาหมายถึงความสามารถในการกำหนดชุดความจุในการประมวลผลเป็นการทำรายการหนึ่งรายการ ในขณะที่ระบบโครงสร้างพื้นฐานข้างใต้ (เช่นซอฟต์แวร์ควบคุมแบบเบ็ดเสร็จ) ทำการจัดหาทรัพยากรและชนิดที่จำเป็นมาสร้างเป็นความจุที่ต้องการขึ้นมา สิ่งที่ไม่ต้องสงสัยก็คือการควบคุมแบบเบ็ดเสร็จเป็นเรื่องที่มีประโยชน์ และเป็นเรื่องที่จำเป็นอีกด้วย อย่างไรก็ตามวิธีการนี้แก้ปัญหาการบริหารแอพพลิเคชันในอนาคตเพื่อสนองตอบต่อความต้องการระบบประมวลผลคลาวด์ได้เพียงบางส่วนเท่านั้น
โซลูชันหลายชนิดทำได้แค่จัดสรรทรัพยากรเบื้องต้นเท่านั้น แล้วปล่อยให้การปรับแต่งระดับทรัพยากรที่เหลือไปอยู่ในมือของผู้ดูแลระบบ ที่ต้องคอยเพิ่มหรือลดทรัพยากรตามความจำเป็นผ่านขั้นตอนทำด้วยมือแบบเก่า เรื่องนี้ทำให้แนวทางปฏิบัติที่ถูกออกแบบมาสำหรับโลกประมวลผลขนาดเล็กแบบเก่าไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับการปฏิบัติงานไอทีในอนาคตได้ การที่ไม่สามารถปรับปรุงขั้นตอนการทำงานเพื่อตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกบางครั้งก็เรียกว่า “การดึงดันทำไปแบบไม่ลืมหูลืมตา” ในขณะที่การจัดสรรทรัพยากรเบื้องต้นแบบอัตโนมัติ แล้วปล่อยการทำงานที่เหลือไม่มีการเปลี่ยนแปลงถือเป็นเรื่องที่เลวร้ายยิ่งกว่าเสียอีก เพราะมันเหมือนกับเอาชุดไอพ่นไปติดอยู่หลังคนที่ชอบทำอะไรแบบดึงดัน แต่ยังปล่อยให้ไปตามทางเดิมอยู่ สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าก็คือแผนกไอทีจะตกอยู่ในความเสี่ยงจากการที่ไม่ได้เตรียมรับมือเพื่อสนองตอบต่อความต้องการบริหารแอพพลิเคชันขนาดใหญ่ในอนาคตแต่อย่างใด
แอพพลิเคชันในอนาคตต้องการระบบบริหารแบบเบ็ดเสร็จ แต่แอพพลิเคชันเหล่านั้นต้องการความสามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่ผันแปรเช่นกัน ซึ่งหมายถึงความสามารถที่จะปรับอัตราการใช้ทรัพยากรอย่างโปร่งใส รวดเร็ว และคล่องตัว โดยที่คนไม่จำเป็นต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยว ถ้าหากไม่มีขั้นตอนการเปลี่ยนแปลงแบบผันแปร เราก็เหมือนนำเอารถม้ามาใช้ในโลกของรถยนต์นั่นเอง ซึ่งคงไม่มีเรื่องใดเปรียบเทียบได้อย่างชัดเจนกว่านี้อีกแล้ว ยกเว้นเรื่องอัตราการใช้โทรศัพท์ที่เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงทศวรรษ 1930 ทำให้มีผู้คาดการณ์ว่าในอนาคต ผู้หญิงทุกคนในอเมริกาจำเป็นต้องทำงานเป็นโอเปอเรเตอร์ไปแล้ว ในขณะที่อัตราการเติบโตของระบบประมวลผล ถ้าหากไม่มีการเปลี่ยนแปลงขั้นตอนที่มีอยู่ในปัจจุบันแล้ว พนักงานด้านเทคนิคทุกคนคงจะต้องมาคอยควบคุมเซิร์ฟเวอร์ในอนาคตอย่างแน่นอน สิ่งที่เหมือนกับอนาคตที่คาดว่าผู้หญิงทุกคนต้องเป็นโอเปอเรเตอร์ไม่ได้เกิดขึ้น อนาคตของการมีผู้ดูแลระบบจำนวนมหาศาลก็คงไม่มีทางเกิดขึ้นได้เช่นกัน
ความหมาย
รูปแบบการทำงานของระบบไอทีจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากในช่วง 5 ปีข้างหน้า เหมือนกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา ถ้าหากคุณคิดว่าอินเทอร์เน็ตเข้ามาเปลี่ยนแปลงการประมวลผลแล้วละก็ คุณคอยดูแล้วกันว่าข้อมูลและแอพพลิเคชันขนาดใหญ่จะส่งผลกระทบอย่างไรบ้าง สิ่งที่ไม่ต้องสงสัยเลยก็คือระบบประมวลผลคลาวด์ (ไม่ว่าจะเป็นระบบสาธารณะหรือใช้งานส่วนตัวภายในบริษัทก็ตาม) ก็คืออนาคตของการประมวลผล ความท้าทายสำหรับพวกเราส่วนใหญ่ (ที่รวมผมเข้าไปด้วย) ก็คือเรายังไม่เข้าใจความสัมพันธ์ของการขยายขอบเขตของระบบได้ไม่จำกัดกับความต้องการใช้ทรัพยากรที่มีการผันแปรสูงแต่อย่างใด เราคาดว่าการดำเนินด้านไอทีที่จะต้องเจอกับความตึงเครียดขนานใหญ่ขณะที่กำลังหาทางรับมือกับปริมาณงานมหาศาลนี้ และสิ่งที่เหมือนกับการสิ้นยุคของโอปอเรเตอร์โทรศัพท์ คนจำนวนมากไม่ว่าจะอยู่ในหรือนอกวงการไอทีก็ตามจะต้องหวนกลับมาหลั่งน้ำตาให้กับยุคผู้ดูแลระบบที่เคยรับผิดชอบงานสารพัดอย่างแน่นอน ในอนาคต สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือ
1.ความต้องการใช้เครื่องมืออัตโนมัติรองรับการทำงานที่ต้องการให้ผู้ดูแลระบบเข้าปรับแต่งตัวแปรเบื้องต้นและภายหลังน้อยมาก เนื่องจากทำงานโดยใช้กฎเกณฑ์ของปัญญาประดิษฐ์ 2.ความปั่นป่วนขนานใหญ่ เนื่องจากจะมีการยกเลิกการลงทุนกับเครื่องมือล้าสมัย แล้วเปลี่ยนไปเป็นเครื่องมือที่เหมาะกับสภาพแวดล้อมในการประมวลผลยุคใหม่แทน
3.การเปลี่ยนแปลงทักษะที่จำเป็นของพนักงานที่คอยดูแลการทำงานของระบบ จากการบริหารระบบแบบเดี่ยวๆ ไปเป็นการเฝ้าระวังระบบและบริหารทรัพย์สินอัตโนมัติแทน
4.แอพพลิเคชันรุ่นใหม่ที่ถูกออกแบบมาเพื่อใช้ประโยชน์จากคุณสมบัติการประมวลผลแบบใหม่และตอบสนองต่อความต้องการใช้ข้อมูลขนาดใหญ่ได้
ถ้าหากคุณอยากดูการทำงานของระบบไอทีในอนาคต โดยการไปสัมผัสกับเว็บแอพพลิเคชัน 2.0 ที่มีขนาดใหญ่ที่สุด คุณสามารถเข้าไปดูได้ในงาน Velocity Conference
ถ้ามีโอกาสผมจะเขียนบทความเกี่ยวกับเงื่อนไขโครงสร้างของแอพพลิเคชันสำหรับอนาคต เพราะความต้องการใช้ระบบประมวลผล คลาวด์ไม่เพียงแต่เข้ามาเปลี่ยนแปลงสภาพการดำเนินงานของระบบไอทีเท่านั้น แต่ยังจะเข้ามาเปลี่ยนแปลงสภาพการออกแบบและติดตั้งใช้งานแอพพลิเคชันอีกด้ว
|