10 แนวโน้มเกี่ยวกับคลาวด์ในปี 2010
Written by prasong    Tuesday, 12 January 2010 11:45    PDF Print E-mail

กระแสของคลาวด์คอมพิวติงเริ่มกลายเป็นปรากฎการณ์ในวงการไอทีเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา ความก้าวหน้าทั้งในเรื่องของเทคโนโลยี และการตลาด และในปี 2553 บริษัทวิเคราะห์และวิจัยทางการตลาดต่างๆ มีความเห็นในทำนองเดียวกันว่าแนวโน้มความนิยมในคลาวด์คอมพิวติงจะยิ่งมีความเด่นชัดมากขึ้น โดยเฉพาะไพรเวทคลาวด์ (private cloud) จะเริ่มปรากฎให้เห็นเพิ่มขึ้น บริษัท เน็ตแอพ (ประเทศไทย) จำกัด ได้รวบรวม 10 แนวโน้มเกี่ยวกับคลาวด์ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในปี 2010 นี้


1) การบริหารจัดการระบบคลาวด์จะกลายเป็นปัจจัยที่สำคัญอย่างยิ่งต่อความสำเร็จ

ในขณะที่ผู้ผลิตไอทีหลายรายพยายามที่จะเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งในแพลตฟอร์มคลาวด์กันอย่างกว้างขวาง แต่การบริหารจัดการระบบทั้งหมดอย่างครบวงจรถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง  ไม่ว่าจะเป็นระบบคลาวด์แบบส่วนตัวหรือสาธารณะ การเชื่อมโยงเลเยอร์ต่างๆ ของโครงสร้างพื้นฐานเข้าด้วยกันทั้งในส่วนของแอพพลิเคชัน เวอร์ชวลแมชีน (VM) ระบบ เครือข่าย และหน่วยจัดเก็บข้อมูล โดยใช้ชุดเครื่องมือด้านการจัดการที่พร้อมสรรพ จะช่วยลดความยุ่งยากซับซ้อน ทั้งยังรองรับการตรวจสอบบริการอย่างครบวงจร การตรวจสอบประสิทธิภาพ และการจัดสรรทรัพยากรแบบอัตโนมัติ


2) การคัดเลือกโดยธรรมชาติจะเกิดขึ้นในตลาดผู้ให้บริการคลาวด์

แม้ว่าตลาดผู้ให้บริการคลาวด์จะยังคงอยู่ในช่วงแรกเริ่มของกระบวนการวิวัฒนาการ แต่การคัดเลือกโดยธรรมชาติตามหลักทฤษฎีของชาร์ลส์ ดาร์วิน จะเกิดขึ้นในตลาดนี้ในช่วงปีหน้า  ผู้ให้บริการที่สามารถใช้ประโยชน์สูงสุดจากโครงสร้างพื้นฐานแบบเวอร์ชวลไลซ์จะประสบความสำเร็จในตลาด และลูกค้ากลุ่มแรกๆ ที่ปรับใช้รูปแบบธุรกิจแบบคลาวด์จะตัดสินใจยกเลิกการนำเสนอบริการจากศูนย์ข้อมูลของตนเอง และหันมาร่วมมือกับผู้ให้บริการที่ประสบความสำเร็จ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการนำเสนอบริการไอทีระดับองค์กรด้วยระดับการให้บริการที่เหนือกว่า


3) ระบบที่รองรับผู้เช่าหลายคนอย่างปลอดภัยจะกลายเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

ศูนย์ข้อมูลในปัจจุบันที่ปรับใช้สถาปัตยกรรมแบบคลาวด์ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงลึก จากเดิมที่เป็นรูปแบบของระบบต่างๆ ที่แยกออกจากกันและมุ่งรองรับแต่ละแอพพลิเคชัน จะเปลี่ยนแปลงไปสู่โครงสร้างพื้นฐานแบบเวอร์ชวลไลซ์ที่ใช้งานร่วมกัน  สภาพแวดล้อมที่รองรับการใช้งานร่วมกันนี้ก่อให้เกิด ‘ผู้เช่า’ หรือผู้ใช้หลายคนที่ครอบครองระบบโครงสร้างพื้นฐานแบบเวอร์ชวลไลซ์ระบบเดียวกัน  และด้วยเหตุนี้ ผู้เช่าจะต้องมั่นใจว่ามีการใช้งานร่วมกันอย่างปลอดภัยเกิดขึ้น ทั้งจากมุมมองด้านความปลอดภัยและมุมมองด้านประสิทธิภาพ และโซลูชันที่รองรับผู้เช่าหลายคนอย่างปลอดภัยจะช่วยตอบสนองความต้องการดังกล่าวได้อย่างลงตัว


4) บริษัทต่างๆ จะต้องปรับปรุงวิธีการกำหนดมาตรฐาน ผนวกรวม และแปลงสภาพแวดล้อมไอทีให้เป็นแบบเวอร์ชวล

ตลอดช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา ฝ่ายไอทีส่วนใหญ่ได้สะสมชุดแพลตฟอร์มฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ที่หลากหลาย ซึ่งอาจเหมาะสมกับโครงสร้างที่แยกเป็นส่วนๆ โดยโปรแกรมแอพพลิเคชันทางธุรกิจแต่ละโปรแกรมมีทรัพยากรเซิร์ฟเวอร์และหน่วยจัดเก็บข้อมูลเฉพาะของตัวเอง  อย่างไรก็ตาม ในสภาพแวดล้อมแบบคลาวด์ รูปแบบนี้จะก่อให้เกิดปัญหาท้าทายที่สำคัญ  และด้วยเหตุนี้ บริษัทที่ต้องการใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่จากสถาปัตยกรรมที่มุ่งเน้นบริการจะต้องเริ่มต้นด้วยการวางแผนกำหนดมาตรฐานและผนวกรวมระบบเสียก่อน เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานแบบเวอร์ชวลไลซ์ที่รองรับการใช้งานร่วมกัน


5) ประเด็นเรื่องความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวจะได้รับความสนใจเพิ่มมากขึ้น

การรักษาความปลอดภัยของข้อมูลนับเป็นปัญหาท้าทายที่สำคัญในปัจจุบัน แม้กระทั่งในสภาพแวดล้อมโครงสร้างไอทีแบบปิด  สำหรับบริษัทที่มีลูกค้าอยู่ในกลุ่มสถาบันการเงิน หน่วยงานทางทหาร และหน่วยงานด้านความมั่นคง ประเด็นปัญหานี้ยิ่งมีความลึกซึ้งมากยิ่งขึ้นในสภาพแวดล้อมคลาวด์ที่รองรับการใช้งานร่วมกันอย่างเปิดกว้าง  ผู้ให้บริการคลาวด์จะต้องพัฒนาแนวทางที่เชื่อถือได้เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มลูกค้าที่มองว่าการคุ้มครองข้อมูลเป็นเกณฑ์ที่สำคัญที่สุดอันดับ 1 สำหรับการตัดสินใจเลือกผู้ให้บริการ

 

6) จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องกำหนดข้อตกลง SLA อย่างชัดเจนเพื่อตรวจวัดประสิทธิภาพทางด้านไอที

โดยพื้นฐานแล้วเทคโนโลยีคลาวด์จะเปลี่ยนแปลงรูปแบบการให้บริการไอทีทั้งภายในและภายนอกองค์กร  สำหรับผู้ให้บริการคลาวด์ การนำเสนอข้อตกลงว่าด้วยระดับการให้บริการ (Service Level Agreement – SLA) ในระดับที่เหมาะสม จะช่วยให้ประสบความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจและช่วงชิงส่วนแบ่งตลาด  สำหรับการปรับใช้เทคโนโลยีคลาวด์ภายในองค์กร ฝ่ายไอทีจะต้องจัดทำข้อตกลง SLA ที่เหมาะสม และจะต้องมีระบบตรวจสอบที่เพียงพอโดยเชื่อมโยงกับ SLA เพื่อให้ส่วนงานธุรกิจและฝ่ายไอทีสามารถตรวจสอบการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ


7) ฝ่ายไอทีภายในองค์กรจะถูกประเมินมากขึ้น โดยพิจารณาจากระดับบริการ ค่าใช้จ่าย และความรวดเร็วในการจัดสรรทรัพยากร เมื่อเทียบกับผู้ให้บริการคลาวด์สาธารณะ

ฝ่ายไอทีในหลายๆ องค์กรกำลังปรับเปลี่ยนการทำงานให้กลายเป็น “ผู้ให้บริการ” ภายในองค์กร โดยพยายามที่จะกำหนดมาตรฐานการให้บริการและลดค่าใช้จ่าย พร้อมทั้งตอบสนองความต้องการของธุรกิจควบคู่กันไป  ด้วยการปรับใช้ “แคตตาล็อกบริการ” ซึ่งหมายถึงชุดคอนฟิกูเรชันของระบบ พร้อมด้วยระดับบริการที่เกี่ยวข้อง ค่าใช้จ่าย และเวลาส่งมอบ ฝ่ายไอทีก็จะสามารถลดค่าใช้จ่ายในการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารจัดการระบบ  ชุดทรัพยากรที่จำกัดภายในแคตาล็อกจะรองรับการกำหนดมาตรฐาน และในขณะเดียวกันก็สร้างรูปแบบค่าใช้จ่ายที่คาดเดาได้ และเพิ่มความรวดเร็วในการนำเสนอบริการใหม่ๆ


8) สถาปัตยกรรมคลาวด์จะถูกขับเคลื่อนด้วยการกำหนดมาตรฐาน (อีเทอร์เน็ต), เวอร์ชวลไลเซชัน (เซิร์ฟเวอร์ หน่วยจัดเก็บข้อมูล) และประสิทธิภาพ (สินทรัพย์, การปฏิบัติงาน และสภาพแวดล้อม)

การกำหนดมาตรฐาน (Standardization) นับว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการให้บริการ เพราะจะช่วยให้ผู้ให้บริการและผู้บริโภคได้รับชุดทรัพยากรที่ตรวจวัดและทำซ้ำได้  ในทางตรงกันข้าม หากไม่มีการกำหนดมาตรฐาน บริการก็จะมีลักษณะไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับความต้องการของลูกค้า และทำให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มสูงขึ้น ทั้งในส่วนของการปรับใช้เบื้องต้นและการบริหารจัดการอย่างต่อเนื่อง ทั้งยังสร้างความยุ่งยากในการตรวจวัดประสิทธิผลของบริการแต่ละประเภท เพราะไม่มีค่ามาตรฐานสำหรับใช้ในการอ้างอิง  นอกจากนั้น ด้วยการใช้เทคโนโลยีเครือข่ายมาตรฐานที่เสียค่าใช้จ่ายน้อยกว่า เช่น อีเทอร์เน็ต (Ethernet) และโครงสร้างเซิร์ฟเวอร์และสตอเรจแบบเวอร์ชวลไลซ์ สถาปัตยกรรมคลาวด์ก็จะช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพ และช่วยให้ผู้ให้บริการสามารถลดค่าใช้จ่าย และนำเสนอบริการเสริมใหม่ๆ เพื่อสร้างความแตกต่างและเพิ่มรายได้อย่างต่อเนื่อง

 

9) บริษัทจะพัฒนาไปสู่โครงสร้างพื้นฐานที่ใช้ร่วมกันเพื่อรองรับเซิร์ฟเวอร์แบบเวอร์ชวลไลซ์ (สาธารณะหรือส่วนตัว) และยังคงใช้แอพพลิเคชันที่แยกเป็นส่วนๆ ควบคู่กันไป

การเปลี่ยนย้ายไปสู่สถาปัตยกรรมคลาวด์ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน ทั้งนี้เพราะบริษัทส่วนใหญ่มีแอพพลิเคชันรุ่นเก่าที่มีความสำคัญอย่างมากต่อการดำเนินธุรกิจ โดยแอพพลิเคชั่นเหล่านี้ทำงานอยู่บนสถาปัตยกรรมแบบเก่าที่แยกเป็นส่วนๆ และบริษัทเหล่านี้ก็ไม่คิดที่จะเปลี่ยนแปลงสถาปัตยกรรมดังกล่าวด้วยเหตุผลต่างๆ มากมาย เช่น ก่อให้เกิดความเสี่ยงมากเกินไป มีประเด็นทางการเมือง ความเฉื่อยชาขององค์กร เป็นต้น  โครงสร้างพื้นฐานแบบเวอร์ชวลไลซ์ที่รองรับการใช้งานร่วมกันจะกลายเป็นทางเลือกโดยปริยายสำหรับการปรับใช้แอพพลิเคชั่นใหม่ๆ แต่องค์กรต่างๆ จะยังคงใช้สภาพแวดล้อมแบบผสมผสานนี้ต่อไปอีกหลายปี ดังจะเห็นได้จากการที่ฝ่ายไอทีของหลายๆ องค์กรยังคงลงทุนและดูแลรักษาระบบเมนเฟรมต่อไปอีกหลายทศวรรษหลังจากที่อายุการใช้งานผ่านพ้นไป


10) แพลตฟอร์มในรูปแบบบริการ (Platform as a Service - PaaS) จะได้รับความสนใจอย่างมากในช่วงปี 2010 สืบเนื่องจากการเปิดตัว Azure

ศักยภาพของระบบประมวลผลคลาวด์คอมพิวติง (Cloud Computing) ครอบคลุมขอบเขตกว้างขวางกว่าการใช้ทรัพยากรร่วมกันบนโครงสร้างพื้นฐานในรูปแบบบริการ (Infrastructure as a Service - IaaS) ซึ่งมีไฮเปอร์ไวเซอร์ (Hypervisor) เป็นตัวขับเคลื่อน  บริการคลาวด์ที่เกี่ยวข้องกับซอฟต์แวร์ในรูปแบบบริการ (Software as a Service - SaaS) ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างกว้างขวางในปัจจุบัน ประกอบด้วยเอ็นจิ้น PaaS ที่รองรับ เช่น Force.com, Google Apps และ Intuit QuickBase Online  โดยเอ็นจิ้น PaaS เหล่านี้รองรับการปรับแต่งที่จำเป็นสำหรับเวิร์กโฟลว์และรายงาน SaaS  การเปิดตัวของ Azure จากไมโครซอฟท์ ประกอบกับกลุ่มนักพัฒนาจำนวนมากที่เชื่อมั่นในไมโครซอฟท์จะช่วยเร่งการปรับใช้แอพพลิเคชันรุ่นอนาคตบนแพลตฟอร์มคลาวด์  และนอกจากนี้การที่วีเอ็มแวร์ (VMware) เข้าซื้อกิจการของสปริงซอร์ส (SpringSource) ก็ยืนยันและตอกย้ำแนวโน้มดังกล่าวเช่นเดียวกัน

 

Last Updated ( Tuesday, 12 January 2010 12:05 )
 

Add comment


Security code
Refresh